"Two Days in Chiang Mai" - เที่ยวทั่วเชียงใหม่ภายใน 2 วัน
posted on 16 May 2009 17:58 by birdwithnolegsสวัสดีครับ
นี่คือบลอกแรกของผมที่นี่ ดังนั้นขอแนะนำตัวเล็กน้อย
ผมคือคนเดียวกับ "ฟ้าดิน" แห่ง birdwithnolegs.bloggang.com นะครับ
แต่มีหลายคนรู้จักผมในนาม "บดินทร์" ตัวละครในหนังสือ "หน่อไม้"
ด้วยเหตุผลบางประการ ทำให้ผมย้ายบลอกมาที่ exteen.com แล้ว
บลอกผมจะเน้นเรื่องท่องเที่ยว ดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ และเรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจทั่วไป
ช่วงนี้ก็คงเน้นเขียนเรื่องท่องเที่ยวไปก่อนนะครับ เพราะมีโครงการจะรวบรวมเอามาทำเป็นหนังสือทำมือขาย
และอาจมีบางเรื่องที่เขียนที่บลอกโน้นยังไม่จบ จะเอามาเขียนต่อบลอกนี้ เช่น เวียดนาม เขมร ลาว
แต่ไม่ต้องห่วงว่าจะอ่านไม่รู้เรื่อง เพราะผมจะทยอยเอาของเก่ามาหากิน เอ๊ย มาลงให้อ่านเรื่อยๆ
ถึงจะเป็นหน้าเก่าที่นั่น แต่ก็ยังเป็นหน้าใหม่ที่นี่
ยังไงก็ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ
ด้วยมิตรภาพ
ฟ้าดิน
-----------------------------------------------------------------------------------------------
"Two Days in Chiang Mai"
-สาเหตุที่ทำบลอกนี้ เพราะเคยได้ Tag a day จากคุณแฟนผมตัวดำเมื่อนานมาแล้ว แต่เนื่องจากช่วงนั้นไม่ค่อยมีเวลาว่าง (มัวแต่นอน) กว่าจะได้ฤกษ์เขียนก็ปาเข้าไปป่านนี้ ได้แต่หวังว่าคงไม่ช้าเกินไป
-ที่ผ่านมา พยายามหาวันที่เหมาะสมมาเขียนแต่ก็เลือกวันไม่ถูกสักที เพราะถ้าไม่เป็นวันที่เหงาๆ เซ็งๆ ตื่น 5 โมงเย็น กินข้าว ดูหนัง แล้วกลับไปนอนต่อ ก็จะเป็นวันที่มีวีรกรรมเยอะมากจนไม่ควรนำมาเขียน อย่างเช่น วันสงกรานต์หรือวันที่ตระเวนเที่ยวผับ 4 ที่ในคืนเดียว ซึ่งถ้าเขียนออกมาล่ะก็ภาพพจน์ของผม (ที่ไม่ค่อยจะมีเท่าไร) ดูไม่ดีแน่นอน
-เลือกไปเลือกมา สุดท้ายก็ขอลงเอยในวันที่ผมพาเพื่อนจากกทม.ไปเที่ยวรอบเมืองเชียงใหม่ จะได้เหมือนเป็นพาเพื่อนชาวบลอกไปเที่ยวเชียงใหม่ด้วยกันเลย และเนื่องจากวันที่ผมหยิบขึ้นมาเขียน เป็นวันที่มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย น้องๆ มหากาพย์ The Lords of the Ring (นี่ก็เว่อร์ไป) แถมเกิดขึ้นสองวันรวด เลยขอทำตัวเป็นน้องพลับ ขอเขียนถึงทั้งสองวันเลย นี่ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น 7 วันก็จะขอเขียนถึง 7 วันรวดไปเลยนะเนี่ย
-เนื่องจากไม่ได้เขียนเวลาที่แน่นอนไว้ในสมุดบันทึก เวลาทั้งหมดในนี้ล้วนคาดเดาจากความทรงจำทั้งนั้น กรุณาอย่าไปคาดหวังเรื่องความเที่ยงตรงอะไรทั้งสิ้น จากถ.นิมมานเหมินท์ข้ามไปดอยสุเทพใช้เวลาแค่ 3 นาทีก็อาจเกิดขึ้นได้ในบลอกนี้
-เพื่อให้บลอกนี้ดูอาร์ตขึ้น 20% รูปที่นำมาประกอบจะเป็นรูปที่ถ่ายจากกล้อง โลโม่ขาวดำทั้งหมด ขอบคุณคุณ Unreasonable man Job ตากล้องของงานนี้มา ณ ที่นี้ด้วยครับ
Greyscale
วันเสาร์
00.00-05.00 นั่งขายยาด้วยความง่วง จะปิดร้านก็ปิดก็ไม่ได้เพราะดันประกาศไว้แล้วว่า ขายถึงตี 4
ไม่มีอะไรทำ เลยฆ่าเวลาด้วยการนั่งดู I Don't Want to Sleep Alone (ทำให้รู้ว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ไม่เหมาะกับการเปิดดูตอนกลางคืนเป็นอย่างมาก) ไม่อยากเลิกดูกลางคันเลยพยายามดูต่อให้จบแม้เวลาจะล่วงเลยตี 4 แล้ว
สรุปแล้วดูหนังจบตี 5 พระออกบิณฑบาตพอดี
05.30 ข่มตาตื่นไม่ไหว เลยหนีไปนอนเอาแรงดีกว่า
06.00 นอนได้ประมาณ 30 นาที ก็มีเสียงนาฬิกาปลุกที่มือถือดังขึ้น เลยเอื้อมมือไปปิดนาฬิกาแล้วนอนต่อด้วยความเคยชิน
06.10 นาฬิกาปลุกดังอีกแล้ว เลยเอื้อมมือไปปิด แต่พอเห็นมีเบอร์ขึ้นโชว์ที่หน้าจอ ทำให้สำเหนียกได้ว่า เมื่อกี้มันเป็นเสียงมีสายโทรเข้า ไม่ใช่เสียงนาฬิกาปลุกนี่หว่า เลยสะดุ้งขึ้นมารับโทรศัพท์อย่างรวดเร็ว สรุปคือ เพื่อนโทรมาบอกว่า ใกล้ถึงบขส.อาเขตแล้ว มารับด่วน
06.12 นอนต่อ
06.20 เพื่อนโทรมาปลุกรอบสอง สงสัยจะรู้นิสัยผมดีว่า ไอ้นี่ต้องแอบงีบต่อแน่นอน แหะๆๆ
07.00 ขับรถไปถึงอาเขต รับเพื่อนทั้งหมด 4 ชีวิตขึ้นมาบนรถ โดยเพื่อนอีกคนจะขับรถตามมาตอนหลัง สรุปยอดสุทธิ สมาชิกทริปเที่ยวเชียงใหม่คราวนี้ มีอยู่ด้วยกัน 6 ชีวิต
กิจกรรมแรกที่เราทำไม่ใช่การแปรงฟันหรือล้างหน้า แต่เป็นการไปหาข้าวเช้ากิน (ทั้งขี้ฟัน)
07.30 ไม่รู้จะพาเพื่อนไปกินข้าวเช้าที่ไหน สุดท้ายเลยพาไปร้านสิ้นคิดที่ใครๆก็ต้องไปกันอย่างร้านโบ๊ต
สมัยพ่อผมอยู่เชียงใหม่ ร้านนี้เป็นร้านที่พ่อผมชอบพาแขกบ้านแขกเมืองไปกินมาก จนมีหลายคนเข้าใจผิดคิดว่าพ่อผมเป็นหุ้นส่วนของร้าน
ระหว่างที่เพื่อนๆ เลือกอาหารในเมนู ผมก็ได้ทำการยุให้เพื่อนคนนึงสั่งเมนูที่ชื่อว่า ก๋วยเตี๋ยวโบ๊ต มากิน (ผมชอบอยากรู้เมนูที่เอาชื่อร้านมาเป็นชื่อเมนู อย่างเช่น ยำวอเตอร์ไซด์ ต้มยำริมระเบียง ข้าวผัดโบ๊ต หรือชื่อประเภท ขออีกจาน อร่อยเหาะ แบบนี้เป็นต้น) สรุปว่า เพื่อนคนที่สั่ง ได้ผัดซีอิ๊วแบบประยุกต์มากินหนึ่ง เอ่อ...โทษทีนะเพื่อน
กินไข่ดาว แฮม กาแฟ ข้าวต้มให้พอกระชุ่มกระชวย แล้วก็ออกเดินทางต่อไป
เชียงใหม่วันนี้อากาศดีมาก ลมหนาวพัดโชย เสียก็แต่หมอกลงเต็มเมืองยังกับหนังเรื่อง The Mist
09.00 พาเพื่อนกลับมาที่ร้านปันยา ร้านขายยาของกระผมเอง เพื่อแปรงฟัน อาบน้ำ ปะแป้ง แต่งตัว ใครใคร่ทำอะไรก็ทำ (ส่วนผมใคร่ทำอย่างเดียวคือ ใคร่นอน) นัดเจอกันอีกที เที่ยงตรง
บรรยากาศหน้าร้าน
13.00 ประเดิมที่แรกด้วยหอศิลป์มช. มีงานศิลปะให้ดูหลากหลาย ได้แรงบันดาลใจในการสร้างงานศิลปะเพิ่มขึ้นอีกเยอะเลย (แต่เอาเข้าจริงก็ไม่เคยสร้างเลยสักชิ้น)
ไม่รู้ว่าในนี้เขาห้ามถ่ายรูปหรือเปล่า แต่พวกเราก็ถือโอกาสถ่ายรูปกลับมาเต็มพิกัด ตุนไว้เป็นรูปโปรไฟล์ Hi5 ได้อีกหลายปีเลยทีเดียว แฮ่ม!
Gallery Blah Blah
ไม่รู้มันคืออะไร...แต่ชอบ
โต๊ะอาหารนี้ เป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะ ไม่สามารถใช้งานได้จริง (แล้วเพื่อนผมทำไมไปเนียนอยู่ตรงนั้นได้ล่ะเนี่ย)
14.00 เดินหอศิลป์เสร็จแล้ว แต่เพื่อนอีกคนยังมาไม่ถึง ไม่รู้จะทำยังไงดี เลยแวะไปนั่งจิบชาที่ร้านดินดีซึ่งทำมาจากบ้านดินทั้งหลัง เป็นร้านที่บรรยากาศดี การตกแต่งดี รู้สึกติดใจบรรยากาศของร้านมาก ว่าแล้วก็อยากจะมีบ้านดินกับเขาสักหลัง (แต่ก็คิดว่า คงเป็นอีกหนึ่งความฝันลมๆ แล้งๆ)
เสียอย่างเดียวคือ เมนูแต่ละอย่าง ไม่ชวนให้อิ่มท้องเลย
รอเพื่อนด้วยการสั่งชา สลัด แซนวิช หมี่เย็น คุ้กกี้ เค้กมารองท้อง (นี่แกรองท้องแล้วใช่ไหมเนี่ย!) เพื่อนคนนึงติดใจ baked cheesecake มาก ถึงกับแอบเข้าไปถามสูตรกับเจ้าของร้าน แต่เจ้าของร้านได้บอกหรือเปล่า อันนี้แหล่งข่าวไม่ได้แจ้งไว้
กินไปได้เยอะแล้ว เพื่อนอีกคนโผล่มาพอดี ให้เพื่อนได้สั่งอาหารกินนิดหน่อย (แต่หารเท่ากันทุกคน) จากนั้นก็ออกเดินทางต่อไป
14.50 ไหนๆ เราก็อยู่แถวหอศิลป์แล้วก็เลยลองแวะไปดูร้านดีวีดีในตำนานที่คุณ I Will See You in the Next Life แนะนำว่า หนังเขาเด็ดจริงๆ หาหนังเรื่องไหนไม่เจอ มาหาที่นี่มีหมด ขนาด อ.กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคินยังเคยตกตะลึงกับหนังร้านนี้มาแล้ว (ขออนุญาตปิดบังชื่อและที่อยู่ของร้าน เพื่อความปลอดภัย แต่ถ้าใครอยากรู้ก็หลังไมค์มาได้นะครับ)
พอมาถึงที่ร้านก็อดตกตะลึงไม่ได้ เพราะมีหนังทุกแนว ทุกประเภท ทั้งที่เพิ่งฉายที่อเมริกาหรือหนังเมื่อสมัยมีการสร้างภาพยนตร์ใหม่ๆ มีทั้งหนังสตีเว่น ซีกัล ยัน หลุยส์ บุนเยล อีกทั้ง Criterion collection ที่ชวนให้น้ำลายหกอีกมากมาย ซึ่งถ้าเป็นหลายปีที่แล้ว ตอนที่ผมบ้าหนังสุดๆ ผมอาจจะลงไปชักดิ้นชักงอด้วยความตื่นเต้นตรงนั้นเลย แต่ปัจจุบันผมบ้าหนังน้อยลง แถมทุกวันนี้ผมยังค้นพบวิธีซื้อหนังหายากผ่าน...(ขอเซ็นเซอร์เพื่อความปลอดภัยอีกเช่นกัน ถ้าอยากรู้ก็เชิญสอบถามได้ที่ช่องทางเดิม) จากที่ควรจะชักดิ้นชักงอก็เหลือแค่ดีใจพอประมาณ
เอาไว้โอกาสเหมาะๆ จะมาสมัครสมาชิกที่นี่ แต่ขอกลับไปเคลียร์หนังที่บ้านก่อน เยอะเหลือเกิน ชาตินี้ไม่รู้จะดูหมดหรือเปล่า
15.30 เนื่องจากสลัดร้านดินดีสลายไปกับน้ำย่อย กลายเป็นฝุ่นไปแล้ว พวกเราเลยพากันไปกินข้าวกลางวันที่ร้านข้าวซอยเสมอใจ ตรง ถ.ฟ้าฮ่าม มากินร้านนี้ไม่ต้องห่วงเรื่องที่จอดรถ เพราะมาทีไรก็จอดรถตรงวัดที่อยู่ข้างๆ ทุกที (มาจอดรถวัดเขาเกิน 20 รอบ แต่ไม่เคยจำชื่อวัดนี้ได้สักที) สั่งข้าวซอย น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกอ่อง แคปหมู และกองทัพอาหารเหนือมากินจนพุงกาง นับปริมาณแล้ว ผมกินอาหารเหนือมื้อนี้มื้อเดียว ยังมากกว่าที่ผมกินตลอดทั้งเดือนเสียอีก
กินจนอิ่มแปล้ แล้วก็ได้เวลาออกเดินทางต่อไป
16.20 กว่าจะรู้ตัวว่า อุตส่าห์มาถึงเมืองนี้ทั้งที ควรจะไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองที่วัดพระสิงห์ซะหน่อย ก็ปาไปจะเย็นแล้ว แต่ไม่เป็นไร น่าจะไปทันเพราะวัดยังไม่ปิดทำการ พวกเราเลยตัดสินใจรีบไปไหว้พระพุทธสิหิงค์ที่วัดทันที เพื่อขอพรให้ชีวิตมีความสุขตลอดปี
หลังจากทำตัวเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีเสร็จแล้วพวกเราก็ออกจากวัดอย่างรวดเร็ว เพื่อไปเที่ยวที่อื่นต่อ (เนื่องจากพวกเรามาเร็วไปเร็วเคลมเร็วซ่อมเร็วมาก เลยไม่มีรูปในวัดมาฝากสักรูป แหะๆๆ)
17.20 เพื่อนๆ เรียกร้องว่าอยากไปกินไอเบอร์รี่
ความจริงร้านนี้ที่กทม.ก็มีให้กิน แถมไปร้านนี้ก็ใช่ว่าจะได้เจอกับพี่โน้ส อุดมซะที่ไหน (ผมไปมา 10 รอบ ไม่เคยเจอสักรอบ) แต่เนื่องจากพวกเราเป็นคนทำอะไรตามกระแส รู้ตัวอีกที พวกเราก็มายืนอยู่หน้าร้านเขาซะแล้ว
ทำไมใครๆ ก็ต้องมาถ่ายรูปกับเจ้าตัวนี้
เพื่อนที่เชียงใหม่บอกว่า ร้านนี้หายาก เพราะอยู่ในซอยตัน เลยทำให้ลูกค้ามาไม่ค่อยถูกสักเท่าไร แต่พอพี่โน้สได้ไปเล่าเรื่องร้านออกรายการตี 10 เท่านั้นแหละ ลูกค้าก็พากันหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย จนซอยนั้นกลายเป็นซอยรถเยอะไปเลย
เคยได้ Forward mail เกี่ยวกับเมืองเชียงใหม่ เขียนถึงร้านนี้ว่า ร้านนี้แอร์เย็น ยุงเยอะ ราคาแพง 2 ก้อน 90 บาท แถมพนักงานเหวี่ยงทุกคน
(ใครเคยได้เมลล์นี้บ้าง ยกมือขึ้น) แต่ร้านนี้เป็นร้านที่ผมมาบ่อยมาก สาเหตุก็เพราะแอร์เย็นได้ใจ และผมชอบไอติมของร้านนี้ (ผมไม่เคยรู้สึกอร่อยกับไอติมสเวนเซ่นเลย ใครชวนไปกินผมพยายามเลี่ยงตลอด)
นั่งๆ นอนๆ จนพระอาทิตย์ตกดินก็ได้เวลาจรลี
ที่นั่งมันสบายอย่างนี้นี่เอง
18.00 ทริปพาเที่ยวถนนนิมมานเหมินท์คงจะสมบูรณ์ไปไม่ได้ ถ้าไม่ได้พาไปที่ร้านนี้ ไม่ใช่วอร์มอัพนะครับ แต่เป็นร้านเล่าต่างหาก
ผมยืนอ่านหนังสือ ควันใต้หมวก ของวิศุทธิ์ พรนิมิตรที่ค้างไว้คราวก่อนจนจบเล่ม (ขอสารภาพความโฉดว่า ผมอ่านหนังสือของคุณวิสุทธิ์ที่นี่จบไปสามเล่มแล้ว แหะๆๆ) หลังร้านมีหนังสือของสำนักพิมพ์มติชนลดราคาเหลือเล่มละ 50 บาท แต่พอเข้าไปดู ก็พบว่าเป็นเล่มเดิมๆ เช่น Pocket the Book หรือหนังสือของคุณเจี๊ยบ วัชระ ปานเอี่ยม (ที่ไม่รู้ว่าพิมพ์มากี่เล่ม ถึงไม่หมดสักที) ก็เลยไม่ได้ซื้อมา
หลังจากที่สมาชิกทริปเข้ามายืนอ่านฟรีกันเป็นแถว สุดท้ายก็ไม่มีใครซื้ออะไรเลย (อ้าว!) เว้นแต่เพื่อนคนหนึ่งที่ซื้อสมุดบันทึกกลับไปเล่มนึงให้ได้พอเชิดหน้าชูตามั่ง
ตอนแรกกะชวนเพื่อนๆ ไปเลือกซื้อหนังสือที่ร้านสามัญชนต่อ แต่เนื่องจากร้านนี้อยู่ถึงด้านนอกของคาร์ฟูร์หางดงซึ่งอยู่ไกลลิบโลกมาก ดูจากทำเลแล้วร้านนี้เป็นร้านหนังสือที่ต้องตั้งใจจะไปแบบสุดๆ จึงจะไปถึงได้ ไม่มีทางที่เราจะบังเอิญผ่าน หรือครึ้มใจแล้วอยากไปเด็ดขาด บวกกับเพื่อนๆ ทุกคนไม่น่าจะมีใครมีอารมณ์ซื้อหนังสือในตอนนี้ โครงการนี้เลยถูกพับเก็บไปอย่างรวดเร็ว
19.00 กลับร้านไปอาบน้ำอาบท่า แต่งตัว พร้อมออกตะลุยราตรี
ไม่เมาไม่เลิก คืนนี้
19.30 ไปช้อปปิ้งเลือกซื้อของฝากที่ถนนวัวลาย ซึ่งจะเปิดให้เป็นถนนคนเดินทุกวันเสาร์
ส่วนตัวแล้ว ผมชอบเดินถนนคนเดินที่นี่ มากกว่าที่ท่าแพ เพราะคนน้อยกว่า ระยะทางที่ต้องเดินสั้นกว่า ของสวยกว่า อาร์ทกว่าและไม่ค่อยซ้ำกัน (ที่ท่าแพ บางทีเดินไปยังไม่ทันสุดซอย เจอของซ้ำกันไป 4-5 รอบ)
จะเสียก็แต่ แม่ค้าที่นี่สวยสู้ที่ท่าแพไม่ได้เท่านั้นเอง แหะๆๆ
ระหว่างที่เดินซื้อของ ก็นั่งดูคนเล่นดนตรีเปิดหมวกไปด้วย เดินผ่านร้านปู่ยศก็แวะไปคุยกับปู่แกสักหน่อย (ใครที่ไม่เคยเข้าร้านลุงแก แนะนำว่าให้ลองโอกาสไปคุยกับแกดู รับรองได้มุขกวน teen กลับมาอย่างน้อย 2-3 มุขแน่นอน) คุยกับแกเสร็จแล้วก็แวะไปที่วัดแห่งหนึ่ง (กล่าวแบบนี้แสดงว่าจำชื่อไม่ได้) ที่โบสถ์สร้างจากโลหะทั้งหลัง แต่ตอนที่ไปยังสร้างไม่เสร็จ เห็นแค่เค้าโครง เลยไม่ได้เข้าไปดูข้างใน
เดินช้อปปิ้งตั้งนาน สุดท้ายสินค้าที่ผมซื้อมีแค่หมวกใบเดียว เป็นหมวกแบบ Jason Mraz กะจะใส่แล้วดูเท่เหมือนพี่เขาซะหน่อย แต่พอลองใส่จริงแล้ว กระแสตอบรับบอกว่าเหมือน Calories Blah Blah …เอ่อ ขอบคุณสำหรับเสียงตอบรับครับพี่
ตัวอย่างหมวก แคลอรี่ เอ้ย เจสัน มราซ - ในรูปไม่ใช่ผมนะครับ
21.30 เดินเสร็จ กลับมาที่รถ ก็เกิดการถกเถียงถึงปมเด่นประเด็นร้อนกันในกลุ่มอย่างคร่ำเครียดว่า ราตรีนี้พวกเราควรจะไปต่อที่ไหนกันดี (ชีวิตดูไร้สาระจริงๆ พวกเรา) จะไปมังกี้ก็คนเยอะ จะไป warm up ก็คนเยอะกว่า จะไป Good View ลูกค้าข้างในก็เต้นกันมันเกินเหตุ จะไปเฮือนสุนทรีก็ชิวเกินเหตุ
สรุปผลการประชุมเลยจบลงที่ โมซีโมแอล (Mo' C Mo' L) เพราะไปง่าย บรรยากาศดี และเหมาะกับการนั่งเฉยๆ (เพราะตูเหนื่อยแล้ว)
จากวัวลาย พวกเรามาถึงโมซีโมแอลอย่างรวดเร็ว นั่งจิบเบียร์ ฟังดนตรี ปกตินักดนตรีที่นี่จะเป็นแนวเรียบร้อย ดีดเปียโนไปด้วย ร้องเพลงไปด้วย แต่ไม่รู้ว่าวันนี้ เป็นเพราะพวกเรามาผิดวันหรือเปล่า ทำให้วงดนตรีที่เล่นคราวนี้ นักร้องเหวี่ยงมาก – (อยากรู้ว่าศัพท์คำนี้แปลว่าอะไร ลองถามจากคนรู้จักของท่านที่เป็นอยู่ในช่วงอายุวัยรุ่นได้)
ฟังนักร้องร้องไปก็เกิดไอเดียขึ้นมาว่า ถ้าผมจะเปิดผับหรือร้านอาหาร ผมจะไม่ยอมให้นักร้องนักดนตรีในร้านเล่นเพลงใจนักเลง กองไว้ พูดอีกที ลืมไปไม่รักกัน เผลอ หยุด และ Happy Birthday เด็ดขาด เพราะเอียนมาก ผมฟังไม่กี่รอบยังเบื่อ แล้วพี่ที่ต้องเล่นเพลงเดิมๆ ทุกคืนไม่เบื่อบ้างหรือครับ (ถ้าใครที่เจอร้านอาหารที่นักดนตรีไม่เล่นเพลงเหล่านี้ กรุณาหลังไมค์มาบอกด้วย ผมจะรีบไปอุดหนุนทันที)
23.00 ความจริงมีแผนการที่จะไปคาราโอเกะกันต่อ แต่ตอนนี้แต่ละคนหมดสภาพแล้ว (โปรแกรมเที่ยวอัดแน่นสุดๆ ขนาดพิมพ์ยังเหนื่อยขนาดนี้ ลองคิดดูว่าเที่ยวจริงจะเหนื่อยขนาดไหน) เลยขอกลับไปนอนก่อนดีกว่า
23.30 มาถึงร้าน ในที่สุดก็ได้เวลานอนสักที พอหัวถึงหมอน ทุกคนก็นอนหลับสบาย
...ยกเว้นแต่ผมคนเดียว เนื่องจากดันไปโม้กับเขาไว้เยอะว่า ร้านเปิดถึงตี 4 ก็เลยต้องตื่นมาเปิดร้านต่อ เพื่อรอรับลูกค้ายามวิกาลต่อไป
กลับมาเปิดร้านตอนเที่ยงคืน ร้านเน็ทข้างๆ ถึงกับถามว่า ทำไมวันนี้เปิดร้านช้าจัง ผมตอบกลับไปว่า ก็ร้านนี้บอกว่าปิดตี 4 แต่ไม่ได้บอกว่าเปิดกี่โมงนี่ครับ แหะๆๆ
*******************************************************************
วันอาทิตย์
03.00 ฆ่าเวลารอลูกค้าด้วยการนั่งดู "โปรแกรมหน้า วิญญาณอาฆาต" – แม้หนังจะไม่ค่อยดีเท่าไร แต่ก็เป็นหนังที่เหมาะกับการเปิดดูในร้านยาตอนตี 3 มากกว่าหนังคุณอภิชาติพงษ์หรือหนังของคุณไฉ้หมิงเลี่ยงอย่างแน่นอน
05.00 หนังจบพอดี แต่ยังนอนไม่หลับ เลยฆ่าเวลาด้วยการอ่านแกะรอยแกะดาว อ่านไปอ่านมา รู้สึกว่า หนังสือของคุณฮารูกิ มูราคามิหลอนกว่าหนังเรื่องเมื่อกี้ซะอีก
06.00 มีเพื่อนคนนึงตื่นมาบอกว่า อยากไปดอยสุเทพมาก ผมก็เลยตกลงพาไป (แน่นอนว่าเพื่อนคนนี้เป็นผู้หญิง แหะๆๆ) ขณะที่คนอื่นไม่มีใครอยากไปเลย ก็เลยตกลงว่าจะไปกันสองคน เนื่องจากไม่ได้นอนเลยตั้งแต่เมื่อตี5 ของวันก่อน เลยต้องโด้ปกาแฟเซเว่น-อีเลฟเว่น (กาแฟที่แรงที่สุดในประเทศไทย) 2 แก้ว ตาสว่างทันที
07.00 ก่อนขึ้นดอย แวะรองท้องที่ร้านโจ๊กต้นพยอม ข้างฝาของร้านมีรูปดาราที่มาเยี่ยมร้านแปะอยู่มากมาย ทำให้เกิดไอเดียว่า เดี๋ยวกลับไปจะแต่งร้านยาแบบนี้บ้าง เผื่อน้องอั้ม น้องพอลล่าเกิดท้องเสียขณะมาเที่ยวเชียงใหม่ จับพลัดจับผลูมาซื้อยาร้านเรา จะได้ขอถ่ายรูปแปะข้างฝาไว้ ทำเป็นร้านหม้อแกงหรือร้านปลาเผาไปเลย (สงสัยผนังร้านคงจะโล่งไปอีกนาน)
07.45 ขับรถขึ้นดอย เป็นเส้นทางที่ต้องใช้ทักษะการ drift เต็มที่ ขับไปก็แอบคิดถึงตอนที่เพื่อนที่อยู่มช.ชวนมางานรับน้องขึ้นดอย ขนาดขับขึ้นมายังเหนื่อยขนาดนี้ ถ้าผมต้องเดินขึ้นมาเองจะเหนื่อยขนาดไหน
08.30 ขึ้นมาจนถึงยอดดอยจนได้ คนมาเที่ยวเยอะกว่าที่คิด ตอนแรกว่าจะนั่งกระเช้าขึ้นพระธาตุ แต่เพื่อนที่ไปด้วยบอกว่า เดินขึ้นเองจะได้รสชาติมากกว่า แม้จะเป็นเหตุผลที่ฟังแปลกๆ แต่ผมก็อดเห็นด้วยกับเธอไม่ได้
ก่อนขึ้นพระธาตุ ทำใจซะนาน เพราะจำได้ว่า เคยขึ้นตอนเด็กๆ แล้วมันเหนื่อยมาก และในเมื่อมันมีกระเช้าขึ้นพระธาตุ ในความรู้สึกของผมคือ มันต้องสูงมาก แต่พอลองขึ้นจริงๆ พบว่า เดินไม่ทันหอบก็ถึงแล้ว ขึ้นง่ายกว่าที่คิดไว้เยอะเลย ไปถึงแล้วก็ทำการนมัสการพระธาตุ เดินวน 3 รอบ ขอให้ปีนี้เป็นปีที่ดีอีกปีในชีวิต
เดินลงจากดอย แวะซื้อของฝากตามเบี้ยบ้ายรายทาง รู้สึกว่าขาลงลงเร็วกว่าตอนขึ้นมา อาจเป็นเพราะคุ้นเคยกับเส้นทางแล้ว บางทีความคุ้นเคยมันก็ดีกว่าความห่างเหิน แต่น่าแปลกที่ทำไมหลายคนบนเส้นทางชีวิตของผม ถึงมักจะลงเอยด้วยอย่างหลังมากกว่าอย่างแรกหนอ
11.00 ขับรถลงมาจากดอย ตอนแรกว่าจะแวะดูหมีแพนด้า หมีโคล่าและอควอเรี่ยมที่สวนสัตว์เชียงใหม่ ซึ่งเป็นทางผ่านด้วย แต่เนื่องจากกลัวเพื่อนๆ คนอื่นจะรอ เลยยุบโปรแกรมนี้ไป (อ้างไปอย่างนั้นเอง จริงๆ เบื่อหน้าไอ้แพนด้า 2 ตัวนั้นแล้ว เลยหาโอกาสชิ่งซะเลย)
12.00 กลับมาถึงร้าน พบว่าเหลืออยู่แค่ 2 คน ถามเพื่อนที่อยู่ที่ร้านได้ความว่า เพื่อนคนอื่นไม่มีอะไรทำเลยไปตัดผมกัน อือ เป็นการใช้เวลาว่างในการท่องเที่ยวที่เป็นประโยชน์จริงๆ...
13.30 นั่งฆ่าเวลา (ที่จริงขนาดนี้ต้องเรียกว่าเป็นการสังหารหมู่เวลามากกว่า เพราะเวลาหายไปเยอะเหลือเกิน) ในที่สุด เพื่อนก็กลับมาพร้อมด้วยทรงผมแนวเกาหลี เพื่อนคุยว่า ที่ร้านขึ้นป้ายไว้ว่า เป็นอดีตช่างตัดผมของกันตนา เพื่อนเล่าว่า เกือบจะถามช่างแล้วว่า พี่เป็นคนตัดผมให้กับมิสเตอร์ดีหรือเปล่าครับ แต่ไม่กล้าถาม ซึ่งก็ดีแล้ว เพราะถามไปอาจโดนเตะได้
Waiting for Godot
13.00 ตอนแรกว่าจะไปกินของคาวแล้วไปหากินกันต่อ แต่สาวๆ เรียกร้องว่า ขอข้ามของคาว เอาเป็นของหวานเลยได้ไหม ส่วนหนุ่มๆ ไม่มีความเห็นใดนอกจาก "อะไรตูก็แ-กทั้งนั้นแหละ หิวจนจะกินควายได้แล้วโว้ย!" สุดท้ายพวกเราก็เลยไปหาของหวานกิน ที่ร้านเค้กที่ใครๆ ก็น่าจะรู้จัก นั่นก็คือร้าน Love at First Bite นั่นเอง
หมายเหตุ - ก่อนมา เพื่อนๆ ขอว่า ไม่อยากไปร้านที่นักท่องเที่ยวคนอื่นชอบไป แต่อยากไปร้านที่คนท้องถิ่นชอบไปกันมากกว่า แต่ทำไปทำมาทุกร้านที่ไป ล้วนแต่เป็นร้านนักท่องเที่ยวหมดเลยนะเนี่ย ไม่รู้จะโทษที่ผมหรือโทษที่ลูกทัวร์ดี แหะๆๆ
ฝ่ารถติดมาไกล (เดี๋ยวนี้เชียงใหม่มีรถติดแล้ว) ในที่สุดก็มาถึงที่ร้านสักที
รูปที่หน้าร้าน นางแบบทำหน้าคล้ายๆโจ๊กเกอร์แฮะ
มากินคราวนี้ แอบรู้สึกว่าอร่อยน้อยลงกว่าเดิม แต่ไม่รู้ว่าอุปทานไปเองหรือเปล่า
กินไปจะหมดแล้ว เพิ่งคิดได้ว่า ยังไม่ได้ถ่ายรูปเค้กเก็บไว้เลย สุดท้ายจึงได้รูปออกมาเป็นเช่นนี้แล
ความจริงอาหารร้านนี้เขาก็ดูดีมีสกุลรุนชาติอยู่นะ แต่ไม่รู้ทำไม ถ่ายออกมาเหมือนร้านลอดช่องหน้าปากซอยบ้านผมเลย (ขออภัย รูปอาหารมีแต่รูปสี เพราะลืมเอาโลโม่มาถ่าย)
14.30 เนื่องจากมีเพื่อนคนนึงขอมาว่า มีคนรู้จักฝากซื้อลูกประคำ ที่วัดสวนดอก และต้องซื้อแบบที่เป็น 108 ลูกเท่านั้น ห้ามขาดห้ามเกินแม้แต่เม็ดเดียว เพราะจะเอาไปทำสมาธิ เรื่องนี้เลยกลายเป็นหัวข้ออภิปรายกันในกลุ่มอยู่ช่วงนึงว่า ลูกประคำที่มี 107 ลูก เอาไปทำสมาธิไม่ได้หรือ
ช่วยเพื่อนนับลูกประคำเสร็จ ก็เข้าไปไหว้พระประธานในวัด เสร็จแล้วก็รีบออกมา เพื่อไปเที่ยวต่อ (ตามฟอร์ม)
15.30 ไปสถานที่ที่เด็ดของเชียงใหม่มาเกือบครบแล้ว ขาดอยู่เพียงที่เดียวเท่านั้น คำถามสุดยอดแฟนพันธุ์แท้เชียงใหม่ คือ สถานที่นั้นคือที่ไหนครับ ตอบครับ...
ถูกต้องนะครับ ที่นั่นคือ กาดวโรรสนั่นเอง!
ถ้ามาเชียงใหม่ แล้วไม่ไปซื้อไส้อั่วที่กาดวโรรสก็เหมือนกับไปกทม.แล้วไม่ได้เดินจตุจักร หรือไปแม่สายแล้วไม่ยอมไปซื้อซีดีเถื่อนดีๆ นี่เองเพื่อนๆ ต่างช้อปปิ้งแคปหมู ไส้อั่ว น้ำพริกหนุ่มกันอย่างเมามัน ส่วนผมเน้นชิมมากกว่า (แต่ตอนออกมาอิ่มท้องมาก เดี๋ยววันหลังจะมาใหม่นะครับ คุณแม่ค้าใจดี)
17.00 ไม่มีงานเลี้ยงไหนที่ไม่มีวันเลิกรา พวกเรากลับไปที่ร้านปันยาเพื่อไปเก็บกระเป๋า เดรียมออกเดินทาง
Au Revoirs
18.00 แม้จะฟังดูลักลั่นย้อนแย้งไปสักหน่อย แต่เหตุเพราะใจมันอยากกิน ทำให้อาหารมื้อปิดท้ายทริปเชียงใหม่ของพวกเราเป็นอาหารญี่ปุ่นพาตอนแรกเรากะจะไปกินที่ร้านสึนามิ (เป็นชื่อร้านอาหารญี่ปุ่นที่ Absurd ที่สุดตั้งแต่เคยได้ยินมา ฮ่าๆๆ) แต่เนื่องจากจำพิกัดร้านผิด ทำให้พวกเราไปจอดรถที่ร้านญี่ปุ่นยามะจินซึ่งอยู่ใกล้ๆ กันแทน สุดท้ายก็เลยเลยตามเลย กินร้านนี้ก็ได้ฟะ
ร้านนี้มีเมนูบุฟเฟต์ หัวละ 299 บาท ซึ่งน่าสนใจมาก แต่เนื่องจากพวกเราจะไปขึ้นรถรอบสองทุ่ม กลัวว่าจะเป็นการกินที่ระทึกขวัญเกินไป เลยสั่งมาเป็นอาหารชุดปกติแทน อาหารอร่อยใช้ได้ เสียแต่ชาชิมิทั้งหลาย พ่อครัวเล่นเอาปลาไปแช่แข็งแล้วเอามาเสิร์ฟซะอย่างนั้น ไม่มีการแล่สดๆ เหมือนเรากินปลาแช่แข็งมากกว่าจะกินปลาดิบ ผิดหลัก"วะบิซะบิ" สุดๆ วันหลังถ้าได้มาอีก กะจะเอาการ์ตูนไอ้หนูซูชิมาให้พ่อครัวอ่านซะหน่อย
19.45 ซิ่งรถสุดชีวิต เพื่อที่จะพาเพื่อนไปขนส่งอาเขตให้ทันรถรอบสองทุ่ม ซึ่งรถทัวร์ที่เชียงใหม่ขึ้นชื่อมากเรื่องตรงเวลา (การที่ผมขึ้นรถทัวร์ไม่ทัน 3 ครั้ง คงการันตีเรื่องนี้ได้)
ที่อาเขต แม้จะรีบแค่ไหน ก็มีเวลาชิวได้
ถ้ารูปไหนเห็นหน้าชัด เราคัดทิ้งครับ พี่น้อง
21.00 เพื่อนๆ กลับไปแล้ว บรรยากาศรอบกายกลับคืนสู่ความเงียบเหงาอีกครั้ง
22.00 Life goes on, and so it is...เฝ้าร้านต่อตามภาษาหนุ่มร้านยา คืนนี้จะดูหนังเรื่องไหนดีหนอ ขอเป็นเรื่องที่ดูแล้วครึกครื้นหน่อยแล้วกัน...
จบแล้วครับ
พบกันอีกในโอกาสต่อไป
edit @ 24 May 2009 04:43:26 by ฟ้าดิน
edit @ 24 May 2009 05:00:21 by ฟ้าดิน